ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
ความก้าวหน้าหัวข้อนี้0/31 ตอน
EP21
ปรับพื้นฐาน · พีชคณิต

ชื่อ EP: EP21 เพาเวอร์เซตและผลต่างสมมาตรของเซต

ฝึกแยกสมาชิกกับสับเซต หาจำนวนสมาชิกของเพาเวอร์เซต และคำนวณผลต่างสมมาตรจากโจทย์แนวข้อสอบอย่างเป็นขั้นตอน

7 นาที ปานกลาง เรียนทีละทักษะ
ภาพรวมหลักสูตรของฉัน

เส้นทางสู่เป้าหมาย

0%
ผ่านแล้ว0/0 EP
เหลือ0 EP
ผ่านครบวิชา0/0 วิชา

กำลังโหลดความก้าวหน้า…

ความสำเร็จ Quiz ท้าย EP ผู้เรียน
กำลังโหลด…
ดีที่สุด0%
ล่าสุด
ทำแล้ว0 ครั้ง

ทำ Quiz ท้าย EP เพื่อเริ่มบันทึกความสำเร็จ

🎯
EP21 • Exam-Driven Mathematics

เพาเวอร์เซตและผลต่างสมมาตรของเซต

ฝึกแยกความแตกต่างระหว่าง “สมาชิกของเซต” และ “สับเซต” พร้อมใช้จำนวนสมาชิกของเพาเวอร์เซต และผลต่างสมมาตรแก้โจทย์แนวข้อสอบ

เป้าหมาย

หาจำนวนสมาชิกของเพาเวอร์เซตได้ ตรวจว่าสมาชิกใดของ A อยู่ใน P(A) และคำนวณจำนวนสมาชิกของผลต่างสมมาตรได้

ปัญหานำจากแนวข้อสอบ

กำหนดให้

A = {∅, {∅}, 0, {0}, 1, {0,∅}}

จงหาจำนวนสมาชิกของเซต

(P(A) − A) ∪ (A − P(A))
  1. 60
  2. 61
  3. 62
  4. 63
ลองคิดก่อน
  • A มีสมาชิกทั้งหมดกี่ตัว?
  • P(A) มีสมาชิกทั้งหมดกี่ตัว?
  • สมาชิกตัวใดของ A เป็นสับเซตของ A ด้วย?
  • นิพจน์นี้นับสมาชิกที่อยู่ร่วมกันหรือไม่นับ?
🧭

1. สมาชิกกับสับเซตต่างกันอย่างไร

สมาชิกของเซต

x ∈ A

หมายถึง x เป็นสมาชิกตัวหนึ่งที่อยู่ภายในเซต A

สับเซตของเซต

B ⊆ A

หมายถึงสมาชิกทุกตัวของ B เป็นสมาชิกของ A

อย่าสับสน

สัญลักษณ์ ∈ ใช้เปรียบเทียบ “สมาชิกกับเซต”
ส่วน ⊆ ใช้เปรียบเทียบ “เซตกับเซต”

ตัวอย่าง

A = {0,1,{0}}
0 ∈ A
{0} ∈ A
{0} ⊆ A

ในตัวอย่างนี้ {0} เป็นทั้งสมาชิกของ A และเป็นสับเซตของ A

📦

2. เพาเวอร์เซต

เพาเวอร์เซตของ A เขียนแทนด้วย P(A) หมายถึงเซตที่มีสับเซตทั้งหมดของ A เป็นสมาชิก

P(A) = {B | B ⊆ A}

หาก A มีสมาชิก n ตัว เพาเวอร์เซตของ A จะมีสมาชิก

n(P(A)) = 2n(A)

ตัวอย่าง

B = {a,b}

สับเซตทั้งหมดของ B คือ

∅, {a}, {b}, {a,b}
P(B) = {∅,{a},{b},{a,b}}
n(P(B)) = 2² = 4
ข้อเท็จจริงสำคัญ

เซตว่าง ∅ เป็นสับเซตของทุกเซต ดังนั้น ∅ จะเป็นสมาชิกของ P(A) เสมอ

🔄

3. ผลต่างสมมาตรของเซต

นิพจน์

(A − B) ∪ (B − A)

เรียกว่า ผลต่างสมมาตร หมายถึงสมาชิกที่อยู่ใน A หรือ B เพียงเซตใดเซตหนึ่ง แต่ไม่อยู่ร่วมกันทั้งสองเซต

A △ B = (A − B) ∪ (B − A)

สูตรหาจำนวนสมาชิกคือ

n(A △ B) = n(A) + n(B) − 2n(A ∩ B)
ทำไมต้องลบสองครั้ง?

สมาชิกใน A ∩ B ถูกนับครั้งหนึ่งใน n(A) และอีกครั้งใน n(B) แต่ผลต่างสมมาตรไม่ต้องการสมาชิกส่วนร่วมเลย จึงต้องลบออกทั้งหมด 2 ครั้ง

🧩

4. วิเคราะห์เซต A

A = {∅, {∅}, 0, {0}, 1, {0,∅}}

สมาชิกของ A มีทั้งหมด 6 ตัว ได้แก่

  1. {∅}
  2. 0
  3. {0}
  4. 1
  5. {0,∅}
n(A) = 6

ดังนั้นจำนวนสมาชิกของเพาเวอร์เซตคือ

n(P(A)) = 2⁶ = 64
ข้อควรระวัง

0 กับ {0} เป็นคนละสมาชิกกัน
∅ กับ {∅} ก็เป็นคนละสมาชิกกัน

🔍

5. หา A ∩ P(A)

สมาชิกของ A จะอยู่ใน P(A) ได้ ก็ต่อเมื่อสมาชิกตัวนั้น เป็นเซตและเป็นสับเซตของ A

ตรวจทีละสมาชิก

∅ ∈ P(A)

เพราะเซตว่างเป็นสับเซตของทุกเซต

{∅} ∈ P(A)

เพราะ ∅ ∈ A ดังนั้น {∅} ⊆ A

{0} ∈ P(A)

เพราะ 0 ∈ A ดังนั้น {0} ⊆ A

{0,∅} ∈ P(A)

เพราะทั้ง 0 และ ∅ เป็นสมาชิกของ A ดังนั้น {0,∅} ⊆ A

ส่วน 0 และ 1 เป็นตัวเลข ไม่ใช่เซตที่เขียนเป็นสับเซตของ A ในบริบทของโจทย์นี้

A ∩ P(A) = {∅,{∅},{0},{0,∅}}
n(A ∩ P(A)) = 4

6. กลับมาแก้ปัญหานำ

ต้องหาจำนวนสมาชิกของ

(P(A) − A) ∪ (A − P(A))

ซึ่งเป็นผลต่างสมมาตรระหว่าง P(A) กับ A

n(P(A) △ A) = n(P(A)) + n(A) − 2n(P(A) ∩ A)

แทนค่า

= 64 + 6 − 2(4)
= 70 − 8 = 62
ตอบ ข้อ 3

จำนวนสมาชิกของ (P(A) − A) ∪ (A − P(A)) เท่ากับ 62

7. เทคนิคทำข้อสอบให้เร็วขึ้น

ขั้นที่ 1 → นับสมาชิกของ A ให้ถูกต้อง
ขั้นที่ 2 → ใช้ n(P(A)) = 2n(A)
ขั้นที่ 3 → ตรวจสมาชิกของ A ที่เป็นสับเซตของ A
ขั้นที่ 4 → หา n(A ∩ P(A))
ขั้นที่ 5 → ใช้สูตรผลต่างสมมาตร
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  • คิดว่า ∅ กับ {∅} เป็นสิ่งเดียวกัน
  • คิดว่า 0 กับ {0} เป็นสิ่งเดียวกัน
  • นับจำนวนสมาชิกของ P(A) เป็น 2n แทน 2n
  • นำสมาชิกทุกตัวของ A ไปนับใน P(A)
  • ลบส่วนร่วมเพียงครั้งเดียวในผลต่างสมมาตร
✏️

8. แบบฝึกหัดเสริมทักษะ 5 ข้อ

  1. กำหนดให้ B = {1,2,3} จงหา n(P(B))

    ดูเฉลย
    n(B) = 3
    n(P(B)) = 2³ = 8

    ตอบ 8

  2. กำหนดให้ C = {∅,1} สมาชิกใดของ C อยู่ใน P(C)

    ดูเฉลย

    ∅ เป็นสับเซตของทุกเซต จึงมี ∅ ∈ P(C)

    ส่วน 1 ไม่ใช่เซตที่เป็นสับเซตของ C

    C ∩ P(C) = {∅}

    ตอบ ∅

  3. กำหนดให้ D = {∅,{∅}} จงหา n(D ∩ P(D))

    ดูเฉลย

    ∅ เป็นสับเซตของ D

    {∅} เป็นสับเซตของ D เพราะ ∅ ∈ D

    D ∩ P(D) = {∅,{∅}}
    n(D ∩ P(D)) = 2

    ตอบ 2

  4. ถ้า n(E) = 5 แล้ว P(E) มีสมาชิกกี่ตัว

    ดูเฉลย
    n(P(E)) = 2⁵ = 32

    ตอบ 32

  5. กำหนดให้ n(X) = 10, n(Y) = 8 และ n(X ∩ Y) = 3 จงหา n(X △ Y)

    ดูเฉลย
    n(X △ Y) = n(X) + n(Y) − 2n(X ∩ Y)
    = 10 + 8 − 2(3) = 12

    ตอบ 12

🎓

9. แนวข้อสอบประยุกต์ 5 ข้อ

ตอบแล้ว 0/5 ข้อ คะแนน 0/5

ข้อ 1 กำหนดให้

A = {∅,{∅},0,{0},1,{0,∅}}

จำนวนสมาชิกของ (P(A) − A) ∪ (A − P(A)) เท่ากับเท่าใด

ดูคำอธิบาย
n(A) = 6
n(P(A)) = 2⁶ = 64
A ∩ P(A) = {∅,{∅},{0},{0,∅}}
n(A ∩ P(A)) = 4
64 + 6 − 2(4) = 62

ตอบ C

ข้อ 2 ถ้าเซต B มีสมาชิก 4 ตัว แล้ว P(B) มีสมาชิกกี่ตัว
ดูคำอธิบาย
n(P(B)) = 2⁴ = 16

ตอบ D

ข้อ 3 กำหนดให้ C = {∅,{1},1} ข้อใดเป็นสมาชิกของ C ∩ P(C)
ดูคำอธิบาย

∅ เป็นสับเซตของ C

{1} เป็นสับเซตของ C เพราะ 1 ∈ C

C ∩ P(C) = {∅,{1}}

ตอบ B

ข้อ 4 ถ้า n(X) = 15, n(Y) = 12 และ n(X ∩ Y) = 5 แล้ว n(X △ Y) เท่ากับเท่าใด
ดูคำอธิบาย
n(X △ Y) = 15 + 12 − 2(5)
= 27 − 10 = 17

ตอบ A

ข้อ 5 ข้อใดกล่าวถูกต้อง
ดูคำอธิบาย

เซตว่างเป็นสับเซตของทุกเซต

∅ ⊆ A

ดังนั้นเซตว่างจึงเป็นสมาชิกของ P(A)

∅ ∈ P(A)

ตอบ C

📌

10. สรุปก่อนจบบท

x ∈ A → x เป็นสมาชิกของ A
B ⊆ A → B เป็นสับเซตของ A
n(P(A)) = 2n(A)
x ∈ P(A) ก็ต่อเมื่อ x ⊆ A
n(A △ B) = n(A) + n(B) − 2n(A ∩ B)
  • ฉันแยกความแตกต่างระหว่าง ∈ และ ⊆ ได้
  • ฉันแยก ∅ ออกจาก {∅} ได้
  • ฉันแยก 0 ออกจาก {0} ได้
  • ฉันหาจำนวนสมาชิกของเพาเวอร์เซตได้
  • ฉันหาจำนวนสมาชิกของผลต่างสมมาตรได้
แนวคิดสำคัญที่สุด

ก่อนนำสมาชิกของ A ไปนับใน P(A) ต้องตรวจให้ชัดว่าสมาชิกนั้นเป็น “เซต” และสมาชิกทุกตัวภายในเซตนั้นอยู่ใน A จึงจะถือว่าเป็นสับเซตของ A

พร้อมไปตอนถัดไปหรือยัง?

เข้าสู่ระบบหลักเพื่อบันทึกความก้าวหน้าได้ถาวร